แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1
บทนำ
1. จงอธิบายถึงความหมายของการจักการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ คือการบริการ การดูแลและการให้การศึกษาแก่เด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ขวบ
2. ''เด็กปฐมวัยเป็นพื้นฐานของชีวิต'' จากคำกล่าวนี้จงอธิบายตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ ปฐมวัยหรือช่วงขวบปีแรกๆ ของชีวิต เป็นช่วงเวลาของการพัฒนาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก โดยเป็นช่วงวัยที่เด็กจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งทางสมอง การใช้ภาษา ทักษะทางสังคม ทางอารมณ์ และการเคลื่อนไหว เป็นช่วงวัยของการสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตและการเรียนรู้ต่อไปในชีวิต
3. เด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ เด็กปฐมวัยเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์และนับเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะเป็นช่วงวัยของการวางรากฐาน และ เตรียมตัวเพื่อชีวิตทั้งยังเป็นช่วงระยะที่เกิดการเรียนรู้มากที่สุดในชีวิตด้วย
4. เด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการจัดการศึกษาและเรียนรู้อย่างไรจงอธิบาย
ตอบ การศึกษาปฐมวัยนับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่มีความสำคัญต่อการวางรากฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์และยังมีความสำคัญต่อกระบวนการจัดการศึกษาและการพัฒนาประเทศ
5. จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ 1. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางกายของเด็กอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เป็นพลเมืองไทยที่มี
อนามัยสมบูรณ์ แข็งแรง
2. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางบุคลิกภาพ อารมณ์ และสังคมของเด็ก เพื่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่มี
สุขภาพสมบูรณ์ มีความเข้มแข็งทางจิตใจที่จะเผชิญอุปสรรคและอันตรายได้
3. เพื่อให้เด็กมีนิสัยขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย ประหยัด สะอาด
4. เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านต่าง ๆ
5. เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน หรือศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนในการ
ส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก
6. เพื่อตระหนักในปัญหาความเบี่ยงเบนของพัฒนาการเสียแต่แรก และด าเนินการต่อไป
โดยเหมาะสม
6. จงอธิบายสรุปถึงการศึกษาปฐมวัยกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 2545)
ตอบ รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน และมุ่งพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกคน ให้ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม
เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เรียนรู้อย่างมีความสุข และพัฒนาเต็มตามศักยภาพ
7. จงอธิบายสรุปถึงนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย
ตอบ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย 0 – 5 ปี ดังนี้
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
3. แผนการศึกษาแห่งชาติ
4. นโยบายของรัฐบาล
5. หน่วยจัดบริการและพัฒนา
8. จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการกับการจักการศึกษาปฐมวัย
ตอบ พัฒนาการของมนุษย์เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ
ต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและคุณภาพ พัฒนาการทางด้าน
ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จะมีความสัมพันธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นล าดับ
ขั้นตอนไปพร้อมกันทุกด้าน เด็กแต่ละคนจะเติบโตและมีลักษณะพัฒนาการแตกต่างไปตามวัย โดยที่
พัฒนาการเด็กปฐมวัยบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัย เริ่มตั้งแต่
ปฏิสนธิจนถึงอายุ 5 ปี
9. จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็กกับการจักการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่ส าคัญในชีวิตของเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน
เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสได้ทดลอง สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นจะมี
อิทธิพลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต ช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ระหว่างที่
เล่นเด็กมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัส และการรับรู้ ผ่อนคลายอารมณ์
และแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น การเล่นจึงเป็นทางที่เด็กจะสร้าง
ประสบการณ์เรียนรู้สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ความเป็นแบบอย่างของผู้อื่น สร้างความสัมพันธ์และอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่นกับธรรมชาติรอบตัว ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย จึงถือว่า “การเล่น” อย่างมีจุดมุ่งหมายเป็น
หัวใจส าคัญของการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัย
10. จงอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
ท าให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยทั่วไปจึงเน้นว่า ผู้สอนจ าเป็นต้องเข้าใจและ
ยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและ
พัฒนาการของเด็กแต่ละคน ผู้สอนควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กที่ตน
16
รับผิดชอบ เพื่อช่วยให้เด็กได้พัฒนา เกิดการเรียนรู้ และอยู่ในกลุ่มคนที่มาจากพื้นฐานที่เหมือนหรือต่าง
จากคนอื่นได้อย่างราบรื่น มีความสุข
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2
แนวคิดและทฤษฎีทางการศึกษา
1. จงอธิบายถึงแนวคิดของคอมมิวนิอุสในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศึกษาปฐมวัย
ตอบ เขาเชื่อว่าครูที่มีความสามารถ จะสามารถทำให้เด็กอยากเรียนโดยไม่มีการบังคับในด้านเนื้อหา แนวความคิดในการจัดการเรียนการสอนของเขาคือ การให้เด็กปฏิบัติจริง คือ “สอนให้เรียนรู้โดยการเขียน ร้องเพลงโดย
การร้องเพลง และการใช้เหตุผลโดยการหาเหตุผล”
2. จงอธิบายถึงแนวคิดของรุสโซในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศึกษาปฐมวัย
ตอบ รุสโซเชื่อว่าการศึกษาเริ่มตั้งแต่แรกเกิดและต่อเนื่องจนถึงอายุ 25 ปี เด็กเล็กสามารถ
เรียนรู้โดยธรรมชาติของเด็กเอง ไม่ต้องควบคุม ไม่ต้องกำกับ เป็นอิสระของเด็กที่เด็กสามารถควบคุมตนเอง ในแนวคิดของรุสโซมีความเห็นว่า การให้การศึกษาแก่เด็กต้องขึ้นกับธรรมชาติของเด็ก และ
ความสนใจ เด็กเกิดมามีธาตุแห่งความดี และบริสุทธิ์ เด็กสามารถเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องดัดหรือ
บังคับ เด็กสามารถเรียนรู้ได้เองโดยธรรมชาติ
3. จงอธิบายถึงแนวคิดของเปสตาลอซซี่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับศึกษาปฐมวัย
ตอบ เเนวคิดคนทุกคนไม่ว่ารวยดีมีจนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา และได้รับการช่วยเหลือเพื่อการ
พัฒนาคุณธรรม และศักยภาพทางปัญญาอย่างเท่าเทียมกัน เขาเชื่อว่า การเรียนรู้ตามธรรมชาติไม่เพียงพอสำหรับเด็ก ต้องมีการจัดการศึกษาที่เหมาะกับเด็ก
ตามความแตกต่างของเด็กแต่ละบุคคลด้วย และการจัดการศึกษาให้กับเด็กเขาได้เขียนหนังสือ Book
for Mothers โดยเน้นว่าแม่เป็นครูที่สามารถสอนได้ดีที่สุด
4. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดตั้ง “โรงเรียนสวนเด็ก” ของโฟรเบล
ตอบ ฟรอเบลมีความเห็นว่า โรงเรียนอนุบาลหรือสวนเด็ก คือ ตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์บ้าน
และโรงเรียน ดังนั้นโรงเรียนอนุบาลจำเป็นต้องมีการจัดระบบการเรียน การจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก
แผนการจัดการเรียนการสอน ที่มุ่งถึงการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กที่สร้างเสริมพัฒนาการและความ
พร้อมในการเรียนขั้นสูงต่อไป ดังนั้นการเรียนการสอนในโรงเรียนอนุบาลจะต้องประกอบด้วย
1. การเล่น
2. กิจกรรมพัฒนาการทักษะโดยใช้สื่อการศึกษาต่าง ๆ เช่น วัสดุรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ
ซึ่งเรียกว่า “gift”
3. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้แก่ วาดภาพ ทำการฝีมือ พับกระดาษ
4. กิจกรรมร้องเพลง เล่นเกม เล่นบล็อก
5. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของมอนเตสซอรี่
ตอบ 1. ทฤษฎีความเป็นอิสระในการเลือกกิจกรรม มอนเตสซอรี่เสนอว่า ครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ที่มีหน้าที่ในการสอนแต่อย่างเดียวมาเป็นผู้สังเกตการณ์ (observer) และผู้จัดหาอุปกรณ์
และอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เด็ก (facilitator) และคอยสังเกตดูว่าเด็กจะทำอะไรบ้าง
2. ความเชื่อในเรื่อง “อิสรภาพทางการศึกษา” (auto education) โดยเน้นให้ผู้เรียนมี
อิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนสนใจ เธอได้เสนออุปกรณ์การศึกษาให้เด็กได้เล่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ
“อุปกรณ์ทางการศึกษา (didactic materials)” ในปัจจุบัน
3. การฝึกการรับรู้ การฝึกการรับรู้ควรเป็นทักษะเบื้องต้นของการอ่าน การเขียน และการสอนคำ 4. ควรให้การศึกษาแก่พ่อแม่ การให้การศึกษาแก่พ่อแม่ควรเป็นสิ่งที่ส าคัญในการศึกษา
แก่เด็ก โดยให้พ่อแม่มีความรู้ด้านสุขภาพอนามัย วิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ฯลฯ
6. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของดิวอี้
ตอบ 1. การศึกษาไม่ใช่เป็นการเตรียมการเพื่อชีวิต แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต
(Education is life long process)
2. การเรียนรู้จะเป็นผลผลิตจากการท ากิจกรรมซึ่งจะแสดงถึงความสนใจของเด็ก โดยเน้น
“การให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้”
3. การให้อิสรภาพในการเรียนจะเป็นพื้นฐานของพัฒนาการการดำรงชีวิตแบบ
ประชาธิปไตย
7. การนำแนวคิดด้านความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไรจงอธิบาย
ตอบ ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้
สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขา ผู้บริหาร ครูผู้สอน และคนอื่น ๆ ควรทำความเข้าใจ
เพื่อที่จะได้จัดการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมิน ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมจากทฤษฎี
ของมาสโลว์ให้พื้นฐานความเกี่ยวข้องกับเด็กว่า ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขา
8. การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสติปัญญาไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร
จงอธิบาย
ตอบ การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญามาใช้ใน
การจัดประสบการณ์ในระดับปฐมวัย ได้มีการจัดโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย โดยนำ แนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ผลของการจัดพบว่า เด็กมีความคิดเห็นที่
เปิดกว้างเป็นอิสระ เด็กเรียนรู้วิธีการคิดมากกว่าการจำเนื้อหา เด็กแต่ละคนมีความก้าวหน้าที่มี
ลักษณะเฉพาะ ลักษณะของการจัดประสบการณ์โดยยึดทฤษฎีนี้ โดยมากจัดกิจกรรม การเรียนรู้ในรูปการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การต่อบล๊อก บทบาทสมมติ การต่อภาพ งานศิลปะ และการใช้วัสดุ
9. การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางบุคลิกภาพไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร
จงอธิบาย
ตอบ การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัด
ประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับ
เด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและ
เหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต
10. การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสังคมไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัด
ประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับ
เด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและ
เหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3
การศึกษาปฐมวัยในต่างประเทศ
1. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ
ตอบ การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ มีรูปแบบการจัดการศึกษาได้ดังนี้
-การจัดและการบริหารโครงการการศึกษาปฐมวัย
ประเทศอังกฤษมีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี มี 2 หน่วยงาน
คือ กรมการศึกษาและวิทยาศาสตร์ และกรมอนามัยและสวัสดิการสังคม กรมการศึกษาฯ จะบริหารโรงเรียนบริบาล
และการเรียนสำคัญสาหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ในขณะที่กรมอนามัยฯ
จะดูแลสถานบริบาลกลางวัน สาหรับเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี ในลักษณะการให้การเลี้ยงดูเป็นส่วนใหญ่
ผู้ดูแล รับผิดชอบ และบริหารในเรื่องนี้ตามกฎหมายก็คือ รัฐมนตรีผู้ควบคุมทางด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์
ด้านงบประมาณ และอุปกรณ์ เครื่องใช้สาหรับโรงเรียน และค่าเล่าเรียนครูเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษาส่วนท้องถิ่น
104 แห่ง หัวหน้าการศึกษาไม่มีอำนาจมากนัก อำนาจการควบคุมและการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา
(โรงเรียนบริบาลเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับประถมศึกษา) จะอยู่ที่ครูใหญ่ทั้งหมด ในประเทศอังกฤษครูใหญ่จะมีอิสระ และอำนาจในการบริหารโรงเรียนของตนมากกว่าครูใหญ่ในประเทศอื่น
ๆ
2. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ การจัดศูนย์เด็กแต่เดิมเป็นการแก้ปัญหาในการบริการสังคม
เพราะเหตุที่มีหญิงต้องออกทางานเป็นส่วนมาก เพราะผู้ชายถูกเกณฑ์ไปสงคราม ศูนย์ดูแลเด็กกลางวันจึงกลายเป็นสถาบันที่สำคัญยิ่ง
การศึกษาปฐมวัยมี 3 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว
และศูนย์ดูแลเด็ก ทุกรูปแบบพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้านสังคม อารมณ์ สติปัญญา
และ การพัฒนากล้ามเนื้อ ถ้าปราศจากการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและการแนะแนวที่ถูกต้องแล้ว
การพัฒนาตัวเด็กโดยรอบคอบให้ได้ผลดีย่อมจะเป็นไปได้ยากทีเดียว
3. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในอัลเบอร์ตา
แคนาดา
ตอบ โปรแกรมการบริการการศึกษาปฐมวัยของอัลเบอร์ตา
แคนนาดา คือ การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตน
โดยการจัดโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว
และสังคมอย่างเหมาะสม การดำเนินงานกำหนดขึ้น โดยยึดระดับภูมิภาคเป็นหลัก แต่ในส่วนท้องถิ่นก็สามารถจะปรับเปลี่ยนหรือริเริ่มดำเนินการให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเองได้
กรมการศึกษาจะเป็นผู้จัดหาคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือให้คาแนะนาแก่ผู้บริหารท้องถิ่นในเรื่องที่ต้องการ
4. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโก
ตอบ หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน
และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม
และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ
มีเวลาสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจถามคำถาม ทดลอง และสร้างสรรค์ ในช่วงเวลา 3 ปี ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา
ซึ่งวิวัฒนาการของการศึกษาปฐมวัยเม็กซิโก อาจจะพูดได้ว่าเหมือนกับคำขวัญที่ว่า
“ประวัติศาสตร์ คือบทนำ” (past is prologue) เพราะได้มีการจัดการศึกษา
3 ปี ก่อนวัยเข้าเรียนให้กับประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเขตเมือง
และในชนบท โดยหวังว่ากลุ่มชนที่แตกต่างกันจะสามารถสื่อสารสัมพันธ์กันได้นั้นจะช่วยนำความเข้าใจ
และทำให้รวมกันเป็นเอกภาพได้
5. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอล
ตอบ การศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กของอิสราเอล
นับเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกและถือเป็นสิ่งสำคัญของอิสราเอล เมื่อมองไปข้างหน้าจุดรวมการศึกษาปฐมวัยของอิสราเอลจะเป็นมาตรฐานเดียวกันและมีคุณภาพเท่าเทียมกัน
การศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลเป็นการศึกษาภาคบังคับและให้เปล่า มีกรมพิเศษในกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ
มีโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก และมีโรงเรียนเด็กวัยก่อนเข้าเรียนในคิบบุทซ์
6. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น
ตอบ การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นยังไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวัง
ชาวญี่ปุ่นยังไม่พอใจกับการเรียนการสอนในโรงเรียนนัก ความสนใจ เอาใจใส่ของประชาชนที่มีต่อการจัดการศึกษาทาให้โรงเรียนถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา
แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียหรือแม้แต่ประเทศในแถบตะวันตกอีกหลายประเทศ โรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นก็นับว่าทันสมัยและเจริญก้าวหน้าอย่างมาก
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของระบบการศึกษาก็คือ การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้กระตือรือร้น
และฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ความเสียสละทุ่มเทของครูส่วนมาก และความภาคภูมิใจที่มีต่อความสำเร็จ
และความสนใจอย่างลึกซึ้งในศิลปะวัฒนธรรมของชาติตน
7. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษกับประเทศสหรัฐอเมริกา
ตอบ การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาลหรือชั้นบริบาล
ซึ่งรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ
5 – 7 ปี
ส่วนในสหรัฐอเมริกามีสถานเลี้ยงเด็กตั้งมากว่า 100 ปีแล้ว ดาเนินการโดยกลุ่มเอกชนต่าง ๆ
รัฐบาลมีส่วนเข้ามาสนับสนุนและรับผิดชอบตั้งแต่ ค.ศ.1850
โดยตั้งเป็นสถาบันที่ให้สวัสดิการสังคมให้มีความช่วยเหลือชั่วคราวสาหรับแม่ที่ต้องทางานจนกว่าจะสามารถเลิกทางานนอกบ้าน
และกลับไปเลี้ยงดูลูกของตนเองได้
8. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกกับประเทศอิสราเอล
ตอบ หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน
และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม
และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ
ส่วนการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลเป็นการศึกษาภาคบังคับและให้เปล่า
มีกรมพิเศษในกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ มีโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก
และมีโรงเรียนเด็กวัยก่อนเข้าเรียนในคิบบุทซ์
9. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในอัลเบอร์ตา
แคนาดากับประเทศญี่ปุ่น
ตอบ การศึกษาปฐมวัยของอัลเบอร์ตา
แคนนาดา คือ การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตน
โดยการจัดโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ครอบครัว
และสังคมอย่างเหมาะสม
ส่วน การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นเป็นสถานเลี้ยงเด็กกลางวันกลายเป็นสิ่งจำเป็น
สอนโดยนาแบบอย่างมาจากสหรัฐอเมริกาสอนตามแบบโฟรเบล มีการสอนร้องเพลงและกิจกรรมการเล่นต่าง
ๆ
10.
ท่านคิดว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศใดที่สามารถจัดได้อย่างดีและเหมาะสม
ตอบ การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียหรือแม้แต่ประเทศในแถบตะวันตกอีกหลายประเทศ
โรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นก็นับว่าทันสมัยและเจริญก้าวหน้าอย่างมาก สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของระบบการศึกษาก็คือ
การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้กระตือรือร้น และฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ความเสียสละทุ่มเทของครูส่วนมาก
และความภาคภูมิใจที่มีต่อความสำเร็จ และความสนใจอย่างลึกซึ้งในศิลปะวัฒนธรรมของชาติตน
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4
การศึกษาปฐมวัยในอดีตและปัจจุบันของไทย
1. จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน
ตอบ ยุคก่อนมีระบบโรงเรียนการจัดการศึกษาทุกระดับ
รวมทั้งระดับปฐมวัยยังไม่ปรากฏรูปธรรมที่ชัดเจนแต่อย่างใด กล่าวคือ ไม่มีการดาเนินการอย่างเป็นแบบแผน
ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ (Informal Education) คือ ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่มีโรงเรียนสำหรับเรียนโดยเฉพาะ ไม่มีหลักสูตร
ไม่มีการบังคับ เป็นการสอนแบบให้เปล่า ไม่มีค่าจ้างหรือค่าเล่าเรียน การเรียนจึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เรียน
เนื้อหาที่เรียนเน้นด้านพุทธิศึกษาและวิชาชีพ เป็นหลัก การศึกษาในลักษณะนี้ได้สืบทอดมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา
กรุงธนบุรี จวบจนถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่
1 ถึงรัชกาลที่ 4) กลุ่มบุคคลที่ได้รับการศึกษาในระดับปฐมวัย
ประกอบด้วย กลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่มีอายุระหว่าง 3 – 7 ปี ซึ่งเล่าเรียนในพระบรมมหาราชวังกับราชบัณฑิต
หรืออาลักษณ์ กลุ่มบุคคลที่บิดามารดามีฐานะดี จะมีครูมาสอนที่บ้านหรือบิดามารดาเป็นผู้สอนอาชีพของครอบครัวให้
ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปซึ่งบิดามารดามีฐานะยากจน ต้องประกอบสัมมาอาชีพและไม่อาจดูแลบุตรหลานได้
พ่อแม่ก็จะนาเด็กชายไปฝากเรียนที่วัด ส่วนเด็กหญิงจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ยกเว้นแต่บิดามารดาจะนาไปฝากไว้ในวังหรือตามบ้านเจ้านายเพื่อฝึกฝนความเป็นกุลสตรีและงานอาชีพ
2. จงอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตอบ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนราชกุมาร สาหรับพระเจ้าลูกยาเธอในปี ร.ศ.111
(พ.ศ.2435) และโรงเรียนราชกุมารี
สาหรับพระเจ้าลูกเธอในปี ร.ศ.112 (2436) โดยจัดตั้งขึ้นในพระบรมมหาราชวัง จัดชั้นเรียนเป็นชั้นที่ 1 (เทียบได้กับชั้นมูล) เรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 1
ชั้นที่ 2 เรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 2 ชั้นที่ 3 เรียนแบบเรียนเร็วเล่ม 3 เป็นการเรียนจากแบบเรียนปนการเล่น กิจกรรมมุ่งส่งเสริมให้มีการสร้างแรงจูงใจแก่เด็กให้เรียนด้วยความสนุกสนานดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งในพิธีเปิดโรงเรียนว่า
“เมื่อได้มาเห็นการเล่าเรียนของลูกที่จัดขึ้นใหม่ในเวลานี้ ทาให้มีใจฟูขึ้นด้วยความยินดีพาให้นึกถึงเมื่อครั้งที่พ่อเล่าเรียนอยู่แต่ตอนนั้นดูผิดกันกับเดี๋ยวนี้มาก
การเล่าเรียนครั้งนั้นเป็นการยากลาบาก เรียนเหมือนอาจารย์บอกหนังสือและไม่ใคร่เป็นเรื่องจูงใจให้รื่นเริงในการเรียนเหมือนเดี๋ยวนี้”
3. จงอธิบายถึง วิชาหรือเนื้อหาสาระ
10 อย่าง ของโรงเลี้ยงเด็ก พ.ศ.2433
ตอบ วิชาหรือเนื้อหาสาระที่เด็กจะต้องเรียนรู้ไว้
10 ประการ ได้แก่
1. ให้อ่านหนังสือออก
เขียนได้
2. ให้คิดเลขเป็น
3. ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
4. ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น
5. ให้เย็บผ้าเป็น
6. ให้ขึ้นต้นไม้เป็น
7. ให้ว่ายน้าเป็น
8. ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น
9. ให้รู้จักปลูกต้นไม้
10. ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์
4. การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษา
พ.ศ.2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย
ตอบ การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในสมัยที่เริ่มมีระบบ
จะอยู่ในรูปของ “มูลศึกษา” และปรากฏชัดแจ้งในโครงการศึกษา
ในหมวดที่ 1 ได้จัดลำดับชั้นการศึกษาออกเป็น 4 ลำดับ คือ
1. การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)
2. การเล่าเรียนเบื้องต้น
(ประถมศึกษา)
3. การเล่าเรียนเบื้องกลาง
(มัธยมศึกษา)
4. การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา)
การจัดชั้นเรียนในโรงเรียนได้แบ่งรูปแบบของการจัดให้เห็นเด่นชัดว่า
โรงเรียน มูลศึกษาเบื้องแรกแบ่งออกเป็น กินเดอกาเตน โรงเรียนบุรพบท และโรงเรียน ก ข
นโม
โรงเรียนบุรพบท มูลศึกษา นั้นจัดเป็นเอกเทศต่างหาก
คือ เป็นสาขาของโรงเรียนประถมศึกษา จุดประสงค์ของโรงเรียนบุรพบทนั้นก็เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา
สำหรับโรงเรียน ก ข นโม เป็นโรงเรียนมูลศึกษาอีกแบบหนึ่ง มุ่งสอนเขียน อ่าน และคิดคำนวณบ้างเล็กน้อย
จัดสอนกันตามวัดหรือตามบ้าน ตามวิธีเรียนอย่างเก่า โรงเรียนชนิดนี้สาหรับคนทั่วไปไม่กำหนดอายุ
เมื่อเรียนรู้ไตรภาค เขียน อ่าน คิดเลขได้แล้ว จะเข้าเรียนต่อในโรงเรียนประถมศึกษา
5. ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกชน
พ.ศ.2454 – 2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
จงอธิบาย
ตอบ พ.ศ.2454
– 2470 เป็นยุคเริ่มก่อตัวของอนุบาลเอกชน ในช่วงนี้กลุ่มมิชชั่นนารีได้เข้ามาจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาในประเทศไทย
ทำให้มีการเปิดแผนกอนุบาลขึ้นในโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง โรงเรียนที่จัดอย่างมีระบบ ได้แก่
โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเป็นโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสอนระดับอนุบาล โดยจัดตามแนวของฟรอเบล
โรงเรียนราชินีเป็นแห่งที่ 2 ที่เปิดแผนกอนุบาลนับเป็นโรงเรียนแรกที่ดำเนินการโดยคนไทย
คือ มจ.หญิงพิจิตรวิราภา เทวกุล ดำเนินการสอนทั้งแบบของ ฟรอเบล
และมอนเตสซอรี่จากประเทศญี่ปุ่น ส่วนโรงเรียนมาแตร์เดอี เป็นแห่งที่ 3 ที่เปิดชั้นอนุบาลสอนตามแบบประเทศอังกฤษ
6. การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไร
จงอธิบาย
ตอบ ในปี พ.ศ.2482 กระทรวงศึกษาธิการได้มีดำริให้กรมฝึกหัดครูเตรียมการเปิดสอนอนุบาลของรัฐ
จึงมีการเตรียมการโดยการจัดส่งบุคลากรไปดูงานด้านอนุบาลศึกษาที่ต่างประเทศและนาแนวคิดที่ได้กลับมาดำเนินการและจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐขึ้น
ความเคลื่อนไหวทางการศึกษาปฐมวัยครั้งสำคัญ จึงเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2483 กล่าวคือ ในปีนี้ได้มีการเปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของรัฐขึ้นในจังหวัดพระนคร
ชื่อว่า โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ โดยได้รับเงินบริจาคจากกองมรดกของนางสาวละออ หลิมเซ่งไถ่
สร้างอาคารเรียน และเปิดทำการสอนเมื่อวันที่ 2 กันยายน
2483 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงธรรมการและคณะทำงานได้เตรียมการเป็นอย่างดี
ด้วยการจัดส่งนักการศึกษาและนักวิชาการไปดูงานด้านการอนุบาลศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับมีบุคลากรเดิมที่มีความรู้ทางด้านอนุบาลโดยตรง
คือ หม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ที่เป็นผู้รับนโยบายจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้
7. แผนการศึกษาชาติฉบับ
พ.ศ.2503 แบ่งการศึกษาออกเป็นกี่ระดับ จงอธิบาย
ตอบ ได้มีการประกาศแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่ขึ้นอีกฉบับหนึ่ง
แผนการศึกษาฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ 1.
อนุบาลศึกษา 2. ประถมศึกษา 3. มัธยมศึกษา 4. อุดมศึกษา
อนุบาลศึกษา ยังคงแยกเน้นอย่างเด่นชัดว่าเป็นการศึกษาระดับหนึ่งก่อนระดับประถมศึกษา
เช่นเดียวกับแผนการศึกษาแห่งชาติปี พ.ศ.2494 และยังให้ความหมายไว้ว่า “อนุบาลศึกษา ได้แก่ การอบรมเบื้องต้นเพื่อให้กุลบุตร กุลธิดา พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาต่อไป”
ในด้านเกี่ยวกับระบบโรงเรียนได้ระบุว่า “อนุบาลศึกษาเป็นการศึกษาก่อนเกณฑ์บังคับ
อาจจัดโรงเรียนอนุบาลที่มี 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น หรือจัดชั้นเด็กเล็ก 1 ชั้น ในโรงเรียนประถมศึกษา”
สำหรับเกณฑ์อายุอนุบาลนั้นให้อยู่ระหว่าง 3 – 6 ปี
8. ในปี พ.ศ.2523 กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใดให้รับผิดชอบการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
จงอธิบาย
ตอบ การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในระยะแรก
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จัดตามนโยบายของรัฐที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช
2520 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรี โดยจัดทาเป็นโครงการ
ได้แก่ โครงการส่งเสริมการศึกษาในท้องถิ่นที่ใช้ภาษาอื่นมากกว่าภาษาไทย โครงการเปิดขยายชั้น
เด็กเล็กในพื้นที่ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ โครงการจัดชั้นเด็กเล็กในโรงเรียนประถมศึกษา
โครงการวิจัยพัฒนาการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา การดำเนินงานในระยะนี้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเป็นตัวอย่างและเพื่อการศึกษาวิจัย
ผลของการดำเนินงานพบว่า เด็กวัย 4 – 6 ปี มีวุฒิภาวะสูงขึ้น มีความสามารถในการเรียนรู้และมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น
9. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พ.ศ.2546 มีความเป็นมาอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ “หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช 2546” โดยได้ผ่านการพิจารณาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยมีสาระตอนหนึ่งระบุว่า
“กระทรวงศึกษาธิการหวังว่าหลักสูตรฉบับนี้จะเป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดู
และจัดการศึกษาระดับปฐมวัยให้แก่ผู้เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี และสามารถนำไปใช้จัดประสบการณ์ให้แก่เด็กได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการปฐมวัยศึกษาสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่แวดล้อมเด็กและบรรลุผลตามจุดหมายที่กำหนดไว้ในหลักสูตร”
ทั้งนี้ในหลักสูตรฉบับนี้ยังคงมุ่งให้ครอบคลุมเด็กวัยแรกเกิด
– 6 ปี (ในหลักสูตรระบุว่าเป็นอายุ 5 ปี 11 เดือน 29 วัน หรือ
6 ปี) คล้ายกับหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษา พุทธศักราช
2540 ต่างกันเพียงแบ่งเป็นเด็ก 2 กลุ่ม กลุ่มวัยแรกเกิด
– 3 ปี และกลุ่มวัย 3 – 6 ปี
10.
จงวิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา
ตอบ แม้ว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทย
จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเริ่มจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก กลุ่มวัย 7 – 8 ปี ในโรงเรียนมูลศึกษา มีการลดระดับอายุลงมาเป็นชั้นเด็กเล็กและวัยอนุบาล
(3 – 6 ปี) ในที่สุด และแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ
2535 ได้เริ่มระบุเป็นครั้งแรกถึงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่ช่วงระยะปฏิสนธิ
แต่การจัดการศึกษาและให้การเลี้ยงดูเด็กในกลุ่มอายุ 0 – 3 ปีนั้น
ยังไม่ได้รับการเสนอให้เป็นนโยบายที่ชัดเจน ในแผนการศึกษาแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทุกฉบับ
การศึกษาปฐมวัยสำหรับกลุ่มอายุดังกล่าวจึงยังมี่การจัดการทั้งในด้านหลักสูตรและวิธีการอย่างชัดเจน
แบบฝึกหัดท้ายบทบทที่ 5
รูปแบบและการจัดการศึกษาปฐมวัย
1.จงอธิบายถึงจุดมุ่งหายในการจัดสถานศึกษาระดับปฐมวัย
ตอบ เพื่อที่จะสามรถช่วยพัฒนาเด็กให้มีความงอกงามทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา หลังจากนั้นก็เตรียมให้เด็กมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นประถมต่อไป เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย ปลูกฝังนิสัยอันดีงามแก่เด็ก ให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ถูกสุขลักษณะ ฝึกให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเอง เผยแพร่วิทยาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กับผู้ปกครองและบุคคลในชุมชน เพื่อการเลี้ยงดูเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งในด้านสาธารณสุข โภชนาการ และการศึกษา ให้เด็กได้รู้จักการรักษาความสะอาดมีสุขนิสัยที่ดีพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อแพทย์ พยาบาล และทันตแพทย์ และให้เด็กได้มีโอกาสเล่นได้ไปเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ หลายชนิด ที่จะช่วยเหลือพ่อ แม่ ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกของตนเองได้ เนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ และมีการพัฒนาบุคลิกภาพที่ ดีงามให้แก่ เด็กตั้งแต่ วัยเด็ก เพื่อจะได้เติบโตเป็นบุคคลที่ มาบุคลิกภาพที่ดี
2.จงอธิบายถึงแนวคิดในการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ ในการจัดการปฐมวัยนั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อ และความรู้ในเรื่องของมนุษย์ เหตุนี้
การจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยในสังคมระบอบประชาธิปไตย จะขึ้นอยู่กับว่าเรานั้นเชื่อว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้เด็กได้เติบโตเพื่อเป็นประชาชนที่ดีมีประสิทธิภาพในสังคมและยังขึ้นอยู่กับความรู้ที่เกี่ยวกับการพัฒนาของเด็กปฐมวัย การจัดการศึกษาปฐมวัยนั้นไม่ว่าจะจัดให้แก่เด็กกลุ่มขนาดเล็กหรือกลุ่มขนาดใหญ่ก็ตามควรจะยึดหลักที่สำคัญๆโดยยึดจากตัวเด็กหรือสภาพแวดล้อมนั้นๆเป็นหลัก
3.จงอธิบายถึงรูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัย ตามแนวคิดของเยาวพา เดชะคุปต์ ทั้ง 9 รูปแบบ
ตอบ การจัดการศึกษาปฐมวัยที่ ผ่านมา จัดกันในหลายรูปแบบและแต่ละแบบก็มีจุดมุ่งหมาย วิธีการ ความเป็นมา และหน่วยงานที่ รับผิดชอบแตกต่างกันออกไป ดังนี้
1. โรงเรียนอนุบาล (kindergarten) เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 – 7 ปี คาดว่า “โรงเรียนอนุบาล” นี้ เริ่มต้นโดย เฟดเดอริค ฟรอเบล ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มตั้งโรงเรียนอนุบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศเยอรมนี ในปี ค.ศ.1937 และเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย โดยที่จะมุ่งพัฒนาเด็กให้ เจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ โดยเน้นกิจกรรมการเล่น การปรับตัว การแสดงออกทางร่างกายและการฝึกการทำงานและการอยู่ร่วมกัน
2. สถานบริบาลเด็ก (nursery school) กล่าวว่า “สถานบริบาลเด็ก” หรือ “เนิร์สเซอรี่ ” เป็นโครงการที่จัดขึ้นสำหรับเด็กวัย 2 – 5 ปี โดยเริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1911 โดยมาร์กาเร็ต และราเชล แมกมิลลัน เป็นผู้ริเริ่มขึ้น เพื่อหาวิธีเลี้ยงเด็กอย่างถูกวิธี ส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สถานบริบาลเด็กในปัจจุบันจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ที่มีความจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านและไม่มีเวลาดูแลลูก โดยมุ่งฝึกนิสัยของเด็ก และช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวได้ และยังเน้นในด้านโภชนาการและการศึกษาของพ่อแม่อีกด้วย
3. โรงเรียนสำหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียน (preschools) หรือบางทีเรียกว่า “สถานบริบาล” เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อเน้นพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กและเสริมสร้างกิจกรรมเฉพาะด้านที่เรียกว่า “Enrichment Activities” เป็นโครงการครึ่งวัน ปัจจุบันโรงเรียนสำหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียนเน้นพัฒนาการด้านสติปัญญา ในรูปของกิจกรรมการเล่น เตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนในระดับประถมซึ่งพ่อแม่ที่ไม่ชอบให้ลูกเรียนเต็มวันมักนิยมเลือกโครงการนี้ โครงการนี้บางทีก็จัดโดยเอกชนหรือบางทีจะจัดในรูปของการร่วมมือระหว่างพ่อแม่หรือการรวมพ่อแม่เข้ามาในโครงการที่เรียกว่า “co-ops” ซึ่งพ่อแม่จะจ้างครู แพทย์ และผู้นำทางการศึกษาให้มาดูแลลูกของตน และพ่อแม่มีส่วนในการเป็นครู และผู้บริหารในโรงเรียน
4. ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวัน (child care center) คือ ศูนย์ที่ให้บริการการเลี้ยงดูเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ปี สำหรับพ่อแม่ที่ทำงานในเวลากลางวันตั้งแต่เช้าถึง ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวันมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น day care center, child care center, day nursery หรือ children’s center ซึ่งไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม ก็คือ โครงการที่จัดขึ้นสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่พ่อแม่มีความจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน โดยต่างจากสถานบริบาล ในแง่ที่ว่า จะดูแลเด็กในช่วงอายุที่สูงกว่าสถานบริบาลและจะมุ่งพัฒนาเด็กในด้านร่างกาย การเคลื่อนไหว อารมณ์ สติปัญญา สุนทรียภาพ พัฒนาการทางสังคม และการเตรียมความพร้อม เพื่อเรียนต่อในระดับประถม และปัจจุบันนี้จะเน้นการดูแลอบรมเด็กและการบริบาลทารกไว้ด้วยกัน และบางแห่งอาจจะรับเด็กในช่วงอายุ 2 ½ - 4 ปี
5. บ้านรับเลี้ยงเด็ก (family day care homes) คือ ศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่จัดทำขึ้นที่บ้าน ซึ่งจะจัดขึ้นสำหรับรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 – 4 ปี ในบ้านของตน โดยรับเด็กจำนวนน้อยคน ซึ่งต้องมีใบอนุญาตในการจัดตั้ง
6. โครงการเฮดสตาร์ท (head start) คือ โครงการส หรับเด็กที่อยู่ใน ครอบครัวที่ยากจนหรือมีรายได้ ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสเด็กได้มีโอกาสพัฒนาเท่าเทียมกับเด็กอื่น ๆ ซึ่งจัดทำโดยรัฐบาล โครงการนี้เริ่มในปี ค.ศ.1965 ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหน่วยงานที่มีชื่อว่า “Office of Economic Opportunity” โดยจะรับเด็กที่มีอายุก่อนเข้าเรียนราว ๆ 4 ปี เพื่อจัดพัฒนาเด็กและจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมให้กับเด็ก
7. ศูนย์แม่และเด็ก (parent – child centers) คือ โครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยที่ มาจากครอบครัวที่ ยากจน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่ แม่ และเด็กที่ มีอายุต่ำกว่า 3 ปี
8. โครงการโฮมสตาร์ท (home start) คือ โครงการที่ จัดขึ้นสำหรับเด็กที่ มาจากครอบครัวที่ยากจน โดยเน้นการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และเด็กที่บ้าน เริ่มต้นในปี ค.ศ.1972 ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบางครั้งเป็นการให้การศึกษาแก่เยาวชนหรือวัยรุ่นที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา (underachiever) เพราะไม่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียน ก็อาจจะจัดเข้าอยู่ในประเภทนี้ได้
9. โครงการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ (parent education) คือ โครงการที่ให้การศึกษาแก่พ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการและการอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษาบุตร ซึ่งอาจจะเป็นการจัดที่สถาบันการศึกษา หรือที่ บ้านของเด็ก รวมทั้งโครงการจัดการศึกษาให้กับเด็กทารกและเด็กวัยเตาะแตะ ซึ่งจะเป็นโครงการที่รวมเอาการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและสามารถจัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้กับลูกอีกด้วย
4.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
ตอบ เป็นการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน มีเด็กอายุระหว่าง 3 – 6 ปี เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็ก มีการเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การดำเนินการที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน จะมีรูปแบบการจัด 2 ลักษณะ คือ
1.1 ชั้นอนุบาล เป็นการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้ เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้านทั้ง
ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งลักษณะนิสัยต่าง ๆ โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษาประมาณ 2 – 3 ปี สำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 – 6 ปี
1.2 ชั้นเตรียมประถมศึกษาหรือชั้นเด็กเล็ก เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมความ
พร้อมให้ เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการศึกษา 1 ปี สำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 5 – 6 ป
5.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
ตอบ ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก อายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม เด็กยากจนในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกลและชนกลุ่มน้อย เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด และเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย สมอง และจิตใจ การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามศูนย์พัฒนาเด็กเล็กส่วนใหญ่มีจุดมุ่งหมายหลักในการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกันสรุปได้ดังนี้
2.1 เพื่อส่งเสริมพัฒนาการและเตรียมความพร้อมให้กับเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย
2.2 เพื่อปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีและปรับตัวเข้ากับสังคมนอกบ้าน รวมถึงให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้
2.3 เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ พ่อแม่ ผู้ปกครองเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกวิธี การประกอบอาหารที่ ถูกหลักโภชนาการ เพื่อป้องกันเด็กจากโรคขาดสารอาหาร รวมทั้งการให้ภูมิคุ้มกันโรค และการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่ถูกต้อง
2.4 เพื่อกระตุ้นให้องค์กรท้องถิ่นและครอบครัว มีบทบาทในการพัฒนาและมีส่วนร่วมในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
2.5 เพื่อแบ่งเบาภาระการอบรมเลี้ยงดูเด็กของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้สามารถใช้เวลาในการประกอบอาชีพได้มากขึ้น
6.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่น
ตอบ เนื่องจากมีเด็กบางกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเข้ารับบริการ การอบรมเลี้ยงดูจากโรงเรียนหรือ
ศูนย์ พัฒนาเด็ก จึงมีการจัดกิจกรรมที่จัดเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย ในรูปแบบอื่น ๆ เช่น
การพัฒนาเด็กโดยหน่วยงานพัฒนาเด็กเคลื่อนที่ซึ่งจัดกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจแก่
พ่อแม่ ผู้ปกครองด้วยวิธีการสาธิต ฝึกอบรมการเลี้ยงดูเด็กตามหลักวิชาการแผนใหม่ ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน หรืออาจจะดำเนินงานทางอ้อมในรูปพัฒนาเด็กโดยครอบครัว โดยมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กมุ่งให้พ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวมีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยร่วมกันอาสาสมัครหมู่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น และเยาวชนในหมู่บ้าน จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กในครอบครัวของตน นำความรู้ไปถ่ายทอดแก่พ่อแม่และบุคคลอื่นด้วยอาจกล่าวได้ว่า รูปแบบของการจัดการศึกษาปฐมวัยของประเทศไทยมีการจัดทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน โดยมีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทุกด้าน ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพภายในสภาพชุมชนและบริบทของท้องถิ่น ในสังคมเมือง และสังคมชนบท
7.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในระบบโรงเรียนอนุบาล
ตอบ หน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบการจัดโรงเรียนในการจัดการศึกษาระดับชั้นอนุบาลและชั้นเด็กเล็ก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
1.1.1 โรงเรียนอนุบาลของรัฐ ที่ อยู่ ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ
1) โรงเรียนอนุบาลของรัฐ ที่ อยู่ ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดและโรงเรียนประถมศึกษาที่อยู่ในหมู่บ้าน จะรับอายุระหว่าง 4 – 5 ปี เข้าเรียนในชั้นอนุบาล มีหลักสูตร 2 ปี
2) โรงเรียนอนุบาลสาธิตของมหาวิทยาลัย จัดการศึกษาปฐมวัยขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็ก ก่อนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา ส่วนใหญ่จะรับเด็กอายุตั้งแต่ 3 – 5 ปี เข้าศึกษาในหลักสูตรอนุบาล 3 ปี แต่มีบางแห่งที่รับเด็กอายุ 4 – 5 ปี เข้าศึกษาโดยมีหลักสูตร 2 ปี
3) โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดกองการศึกษาพิเศษ สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นโรงเรียนที่ จัดการศึกษาสำหรับเด็กขาดโอกาสที่ จะเรียนในโรงเรียนปกติ ได้แก่ เด็กชาวป่า เด็กชาวเขา เด็กชาวเกาะ เด็กที่อยู่ในท้องถิ่นกันดารหรือมีปัญหาทางสภาพภูมิศาสตร์ เด็กยากจนที่ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติ เด็กกำพร้าบิดาหรือมารดา ขาดผู้ อุปการะ
1.1.2 โรงเรียนอนุบาลของรัฐที่อยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบในการจัดการศึกษาให้ประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก ดำเนินการจัดการศึกษาปฐม วัยในระบบโรงเรียนให้แก่ เด็กอายุ 3 – 6 ปี ในหลักสูตรอนุบาลศึกษา 2 ปี และหลักสูตรชั้นเด็กเล็ก 1 ปี
1.1.3 โรงเรียนของรัฐที่ อยู่ ในความดูแลของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้แก่ โรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งจัดการศึกษาปฐมวัยให้แก่เด็กอายุ 3 – 6 ปี ในโรงเรียนหมู่บ้านชาวไทยต่างวัฒนธรรมและโรงเรียนในสถานสงเคราะห์เด็ก เป็นการดูแลเด็กกำพร้าหรือเด็กถูกทอดทิ้ง โดยมุ่งหวังให้เด็กได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยการเลี้ยงดู แก้ไขปัญหา ให้การศึกษา
1.1.4 โรงเรียนอนุบาลของรัฐที่อยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้แก่
1) โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
2) โรงเรียนสังกัดเทศบาล
1.2 โรงเรียนอนุบาลของเอกชน จะอยู่ ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ เอกชนเป็นเจ้าของรับผิดชอบจัดการศึกษา รับเด็กอายุ 3 – 6 ปี โดยจัดหลักสูตรอนุบาล 3 ปี คือ อายุ 3 – 4 ปี ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 อายุ 4 – 5 ปี ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 อายุ 5 – 6 ปี ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3
8.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
ตอบ หน่วยงานภาครัฐ ที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีดังต่อไปนี้
2.1.1 ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดนั้นเป็นโครงการของกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อสอนให้กับเด็กก่อนเกณฑ์ที่ จะเข้ารับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายทั้งชาย – หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปี ถึงอายุย่างเข้าปีที่ 6
2.1.2 สถานสงเคราะห์เด็กก่อนวัยเรียน หรือศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจัดโดยกองบัญชาการตำ รวจตระเวนชายแดน จัดบริการการศึกษาแก่เด็กอายุ 2 – 6 ปี ที่ไม่สามารถรับ บริการการศึกษาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาโดยตรง จัดบริการในเขตพื้นที่ที่เป็นจังหวัดชายแดน และมีกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนตั้งอยู่
2.1.3 สถานสงเคราะห์ เด็กอ่อนของกรมประชาสงเคราะห์ ให้การอนุบาลเลี้ยงดูเด็กและให้การศึกษาแก่เด็กชาย – หญิง อายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่มีปัญหาการเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือเป็นเด็กพิการ
2.1.4 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของกรมพัฒนาชุมชน สังกัดกระทรวงมหาดไทยมีกองพัฒนาสตรีเด็กและเยาวชนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน โดยสนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในตำบล หมู่บ้าน เพื่อรับเลี้ยงเด็กระหว่าง 3 – 6 ปี
2.1.5 สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ของสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ให้บริการแก่เด็กอายุ 2 ปี 6 เดือน จากครอบครัวยากจนและขาดสารอาหารเพื่อให้บริการด้านสุขภาพอนามัยโภชนาการ ด้านการพัฒนาจิตใจสติปัญญาและสังคม ด้านความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกโดยมีพี่เลี้ยงเด็กเป็นตัวประสานระหว่างพ่อแม่ และลูก
2.1.6 สถานเลี้ยงเด็กกลางวันของสำนักงานสวัสดิการสังคมในสังกัดกรุงเทพมหานครให้บริการแก่ เด็กอายุระหว่าง 3 – 6 ปี ในชุมชนแออัดและเขตรอบนอก เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ เด็กก่อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา
2.1.7 บ้านเด็กสาธิตของมหาวิทยาลัย จัดบริการอบรมเลี้ยงดูเด็กวัย 2 – 3 ปี จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งศึกษาเกี่ยวกับความเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กเป็นแหล่งสาธิตและฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาวิชาเอกปฐมวัย มีครูจำนวน 1 คน และพี่เลี้ยง 1 – 2 คนดูแลเด็กประมาณกลุ่มละ 20 คน
2.2 หน่วยงานภาคเอกชน การจัดศูนย์ พัฒนาเด็กของภาคเอกชนมีการจัดดำเนินงานใน 2 ลักษณะ คือ
2.2.1 ศูนย์เด็กขององค์การ อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรต่าง ๆ ซึ่งได้แก่
มูลนิธิ สมาคม และบริษัท ศูนย์เด็กและองค์กรส่วนใหญ่ จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานขององค์กรและการสงเคราะห์เด็ก รับเด็กชาย – หญิง อายุระหว่าง 2 – 6 ปี
2.2.2 ศูนย์เด็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็กของเอกชน ส่วนใหญ่ จะตั้งอยู่ในชุมชน
เมือง จัดบริการเพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง มีขอบเขตในการให้บริการตั้งแต่เด็กวัยแรกเกิดจนถึง6 ปี โดยศูนย์หรือสถานรับเลี้ยงเด็กแต่ละแห่งอาจจะรับเลี้ยงเด็กในช่วงอายุต่างกัน แต่ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิด – 3 ปี เพราะเด็กที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป มักเข้ารับการศึกษาในระบบโรงเรียน การดำเนินงานเป็นการให้บริการเชิงธุรกิจ
9.จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบการศึกษาอื่น ๆ
ตอบ 3.1 หน่วยงานของรัฐ มีการให้บริการความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง โดยมุ่งให้องค์กรท้องถิ่น อาสาสมัคร พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลในครอบครัว เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรม เช่น กิจกรรมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเคลื่อนที่ กิจกรรมการพัฒนาเด็กโดย
3.2 ภาคเอกชนหรือองค์กรเอกชน ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเด็ก และได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้งสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนขึ้นประกอบด้วยองค์กร 50 องค์กร สภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนมีหน้า ที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในภาคเอกชน
3.3 องค์การระหว่างประเทศ ให้ความ สนับสนุนด้านเงินทุน วิชาการ และเทคโนโลยีต่าง ๆ แก่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย เพื่อดำเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยเช่นเดียวกัน
10. จงอธิบายถึงการดำเนินการและลักษณะของโรงเรียนอนุบาล
ตอบ โรงเรียนอนุบาลของรัฐที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร และในทุกจังหวัดมักอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนอนุบาลเหล่านี้รับเด็กชายหญิงอายุ 4 – 6 ปี เข้ารับการอบรมเลี้ยงดู เพื่อให้เด็กเจริญเติบโตพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา และเตรียมเด็กเพื่อการศึกษาในชั้นที่สูงต่อไป
ลักษณะของโรงเรียนอนุบาลอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ครูที่เอาใจใส่ สอนสิ่งต่างๆ เช่น ศิลปะ ดนตรี และการอ่านเขียน พ่อแม่สามารถดูลักษณะของครู โต๊ะควรเรียงเป็นแนวเป็นแถว แต่ควรมีบริเวณให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ระบายสี ต่อบล๊อก เล่นสมมติ อ่านหนังสือนิทาน และเล่นพ่อแม่ลูก โรงเรียนควรมีบริเวณให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่างๆ สิ่งสำคัญในการเรียน คือ เด็กต้องรู้ว่าเวลาทำอะไรแล้วต้องทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นต่อไป ครูจึงต้องคอยดูแลให้เด็กทุกคนได้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในกรณีที่เด็กเลือกกิจกรรมที่ต้องการทำไม่ได้ ครูจะช่วยเลือกให้ และหากเด็กทำกิจกรรมบางอย่างนานเกินไป ครูจะช่วยเบี่ยงเบนไปสู่กิจกรรมอื่นต่อไป
แบบฝึกหัดท้ายบทบทที่ 6
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยของไทยเพื่อพัฒนาเด็กแบบองค์รวม
1.จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยมีรูปแบบหลากหลาย ทั้งนี้ต่างมี จุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับเด็ก ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย ซึ่งครูปฐมวัยควรมีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
2.จงอธิบายถึงความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย
ตอบ เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยเป็นการนำแนวคิดและวิธีการในการจัดการศึกษาปฐมวัย เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการโดยองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สอดคล้องกับหลักพัฒนาการและธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
3.จงอธิบายถึงทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
ตอบ ทฤษฎีและหลักการที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีและ หลักการจากต่างประเทศ ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจาก ฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ดังนั้นคณะกรรมการวิจัยจึงได้ พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทย เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้ได้หลักการ และรูปแบบในการพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตาม สามารถแบ่งแนวคิดทฤษฏี
4.จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
ตอบ อาจกล่าวได้ว่า หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยเป็นรูปแบบ ที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 0 – 3 ปี และ 3 – 6 ปี ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็กที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้าน รวมทั้งเสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กได้ลงมือปฏิบัติเป็นวิถี ชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับสังคม
5.จงอธิบายถึงการนำรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ 1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยครอบครัวเป็น รูปแบบที่มุ่งพัฒนาเด็กวัย 0 – 3 ปี ผ่านทางการพัฒนาพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูรูปแบบนี้ได้จัดทำสาระเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่จำเป็นและสอดคล้องกับหลักการที่เป็นพื้นฐาน
2 รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย เป็นรูปแบบที่มุ่งพัฒนา เด็กวัย 3 – 6 ปี ผ่านทางการพัฒนาผู้ดูแลเด็ก รูปแบบนี้ได้กำหนดกิจกรรมประจำวันของเด็ก ซึ่งจัดไว้ อย่างมีหลักการและมีสัดส่วนสมดุลในเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทุกด้านรวมทั้ง เสนอแนะวิธีการจัดกิจกรรมและประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก ซึ่งมีทั้งการให้เด็กลงมือปฏิบัติเป็นวิถี ชีวิต ได้เรียนรู้แบบธรรมชาติจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
6.จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีความรู้
ตอบ ตามหลักพระพุทธศาสนา บุคคลแต่ละคนมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย จักทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว จักเป็นผู้รับผิดชอบของกรรมนั้น หลักดังกล่าวนี้ แสดงการเรียนรู้ที่ได้ผลเกิดจากการที่ผู้สอนรู้จักผู้เรียนแต่ละคนทั้งด้านบุคลิกลักษณะ นิสัย อุปนิสัย ความรู้สึกนึกคิด ความถนัด และผู้สอนต้องมุ่งจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนแต่ละคนให้เต็ม ตามความสามารถของเขา
7.จงอธิบายถึงหลักของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
ตอบ พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของการศึกษาแนววิถีพุทธไว้ว่า แนววิถีพุทธ คือ พัฒนาคนให้รู้จักเป็นอยู่อย่างดี โดยสอดคล้องกับความจริงของชีวิตที่เป็นไปตามธรรมดา เราเอาความจริงของธรรมดามาใช้ประโยชน์ในการพัฒนามนุษย์ที่เราเรียกว่า การศึกษา
8.จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
ตอบ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า มนุษย์ดำเนินชีวิตได้ด้วยการเรียนรู้ และ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วยพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา “… เมื่อจะพัฒนาคนก็ต้องพัฒนา 3 ด้าน พัฒนาพฤติกรรม พัฒนาจิต และพัฒนาปัญญา…” ตามหลักการเรียนรู้ที่เป็นสากล การเรียนรู้เป็นการพัฒนาพฤติกรรม ซึ่งหมายถึง การแสดงออกทางวาจา ท่าทาง และการปฏิบัติได้จริงตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การจัด วางแผนการเรียนการสอนในสถานศึกษาแต่ละระดับจึงเป็นการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีการ พัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียน เช่น พฤติกรรมการอ่าน การเขียน การทำงานกลุ่ม การแก้ปัญหา เป็นต้น
9.จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญา
ตอบ การสร้างผู้เรียนให้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดของจิตปัญญานั้นมีการเน้น จิตใจและความงอกงามทางปัญญาของผู้เรียน การสอนที่มีประสิทธิภาพคือ การให้ผู้เรียนได้รับความรู้ อย่างมีความสุข เกิดความงอกงามทางปัญญา ต้องการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สามารถคิดค้นพัฒนาตนและสิ่งที่ตนรับผิดชอบอย่างมีคุณภาพได้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2545, หน้า 15 – 16) ได้กล่าวถึงการเรียน การสอนที่บรรลุเป้าหมายต้องเป็นการสอนที่ทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1.1 ผู้เรียนจำเนื้อหาได้
1.2 ผู้เรียนผ่อนคลายขณะเรียน
1.3 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนด้วยการปฏิบัติการทางการคิด
1.4 ผู้เรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเองและรู้ถึงความก้าวหน้าของตนจากกิจกรมการเรียน การสอน
10. จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญามีความแตกต่างกันหรือความเหมือนกันอย่างไร
ตอบ มีความเหมือนกันเพราะ หลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย และการสอนแบบจิตปัญญาจะมุ่งเน้นการสอนด้วยการให้เด็กลงมือปฏิบัติการและคิดด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่จากกิจกรรมนั้นๆและยังเกิดการปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมด้วย
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยของต่างประเทศ
1.จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบมอนเตสซอรี
ตอบ การสอนแบบมอนเตสซอรี (Montessori) เป็นนวัตกรรมที่เริ่มจากการพัฒนาแนวการสอนเพื่อใช้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามาใช้กับเด็กปกติ โดยให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เน้นการฝึกฝนด้านประสาทสัมผัส เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง จากสภาพแวดล้อมที่ครูจัดไว้ในห้องเรียน ซึ่งสิ่งที่เด็กเข้าไปเรียนรู้เรียกว่างาน ทำให้เด็กได้ใช้และพัฒนาประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ปาก และสัมผัส
2. จงอธิบายถึงการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี
ตอบ มอนเตสซอรี่มีความเชื่อว่าการเรียนรู้และซึมซับด้วยตนเองในเสรีภาพที่มีขอบเขตจาก
สิ่งแวดล้อมที่เตรียมไว้จะทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักสูตรของมอนเตสซอรี่แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆได้แก่ การศึกษาทางด้านทักษะกลไก (motor education) การศึกษาทางด้านสัมผัส (education of the senses) และการเตรียมสำหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (preparation for writing and arithmetic) โดยมีการประเมินผลซึ่งการสอนตามแนวคิดของมอนเตสซอรี จะมีการประเมินผลการเรียนของเด็ก โดยการสังเกตเด็กจากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ความสามารถในการท ากิจกรรมแต่ละกลุ่ม
2. การใช้อุปกรณ์การเรียนแต่ละชิ้นเมื่อครูได้สังเกตเด็กแล้วครูจะรายงานผลการเรียนให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ ซึ่งการรายงานผลการเรียนจะทำได้หลายรูปแบบ เช่น การส่งผลงานเด็กกลับบ้าน การสนทนากับผู้ปกครอง การให้ผู้ปกครองเข้ามาสังเกตในห้องเรียน
3. จงอธิบายถึงแนวคิดในการสอนแบบธรรมชาติ
ตอบ เป็นนวัตกรรมที่มีความเชื่อว่าการสอน ภาษาให้กับเด็กจะต้องเป็นภาษาที่สื่อความหมาย โดยให้เด็กเรียนรู้จากการเล่น เป็นการสอนภาษาแบบ บูรณาการ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนไปพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อมหรือ สภาพการณ์ จริงจะช่วยให้ภาษานั้นง่ายต่อการเรียนรู้
4. จงอธิบายถึงแนวการจัดกิจกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
ตอบ 1. การพูดเป็นทักษะพื้นฐานของการอ่าน และการเขียน
2. ให้เด็กเห็นตัวอย่างของการพูดที่ถูกต้อง
3. เด็กควรมีโอกาสได้พูดให้มากและให้เห็นว่า ภาษาพูดจะกลายมาเป็นการเขียนและการอ่านได้อย่างไร โดยการให้เด็กเขียนในสิ่งที่เขาคิดและเล่าเป็นเรื่องราวออกมา
4. การอ่านควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจเรื่องราว และมีจุดมุ่งหมายในการอ่าน
5. สิ่งที่อ่าน ควรมีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็ก
6. ครูควรให้กำลังใจและให้การเสริมแรง
5. จงอธิบายถึงแนวคิดของการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย
ตอบ การเรียนการสอนไม่ใช่การถ่ายโอนข้อมูลความรู้จากผู้สอนไปสู่เด็ก แต่สิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กอยากรู้และค้นหาคำตอบที่ตนสนใจการจัดการศึกษาตามแนวคิดนี้เป็นการวางรากฐานให้เด็กเกิดทัศนคติที่ถูกต้องต่อการเรียนรู้ มีความสนใจใฝ่รู้
บรรยากาศ สิ่งแวดล้อมจะช่วยหล่อหลอมให้เด็กเกิดความสุขในการเรียนรู้
6.จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนของเรกจิโอ เอมีเลีย
ตอบ 1. ครูต้องมีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองศักยภาพของเด็กอย่างเหมาะสม เพราะเด็กทุกคนมีความพร้อม มีศักยภาพ มีความกระตือรือร้น สนใจที่จะมี ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และสร้างสัมพันธภาพ การเรียนรู้และพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกสิ่ง
2. การศึกษาของเด็กมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างเด็ก ครอบครัว ชุมชน ครูโรงเรียนและสังคมอย่างลุ่มลึกและเป็นระบบ การเรียนการสอนจึงต้องเป็นการกระทำที่สนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อการพัฒนาเด็ก
3. เด็ก ครูและผู้ปกครอง มีสิทธิที่จะทำงานร่วมกันในการให้การดูแลและให้การศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาศักยภาพเด็ก
4. ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการจัดประสบการณ์และสวัสดิการให้แก่เด็กในโรงเรียน
5. โรงเรียนต้องเป็นสถานที่สำหรับให้เด็กแสดงผลงานการเรียนรู้ เด็กและครูสามารถนำมาเสนอจัดและตกแต่งด้วยตนเองได้
6. ครูต้องสนับสนุนให้เด็กทำงานกับเพื่อน อาจจะเป็น 2 คน 3 คน 4 คน หรือ 5 คน เพราะจะทำให้เด็กได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดและพัฒนากลไกการสื่อสารอย่างทั่วถึง
7. ให้เวลาแก่เด็กในการศึกษาเต็มที่และต่อเนื่อง โดยไม่กำหนดเวลาและกิจกรรม เพราะการทำโครงการการเรียนรู้ของเด็กอาจทำทั้งวันก็ได้ ขึ้นอยู่กับงานและความสนใจของเด็ก
8. ครูต้องเป็นส่วนหนึ่งของเด็กในการร่วมคิด ร่วมทำครูต้องรู้แผน และกระบวนการดำเนินการเรียนรู้ของเด็ก พร้อมเป็นแหล่งข้อมูล เป็นผู้ให้กำลังใจ สนับสนุน สนทนา ตอบคำถาม แนะนำและสังเกตการทำงานของเด็กให้เป็นไปตามโครงการที่กำหนดหรือปรับแผนเมื่อเด็กต้องการ
9.ใน การสอนตามแนวเรกจิโอ เอมีเลีย เน้นถึงการทำงานของครูเป็นคู่ที่ต้องเป็นการ
ทำงานแบบ ร่วมมือ ร่วมใจช่วยกันในฐานะเดียวกัน งานหลักคือการพัฒนาเด็กให้เกิดการเรียนรู้ตามเป้าหมายของการศึกษา ความร่วมมือร่วมใจนี้จะสานต่อถึงความร่วมมือกับผู้ปกครองผู้บริหาร และชุมชน
10. ครูเปรียบเสมือนผู้สื่องานศิลป์ เด็กคือผู้ผลิตงานศิลป์ ครูและเด็กจะร่วมกันสื่อสารเรียนรู้ด้วยงานศิลป์ที่บ่งบอกถึงความรู้ความเข้าใจของเด็ก ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอน จึงต้องมีครูที่มีความรู้ความสามารถทางทัศนศิลป์ ทำงานร่วมกับเด็กเพื่อให้การจัดแสดงเชิงศิลป์เป็นมุมศิลปะที่แท้จริง
11. การจัดทำสารนิทัศน์เป็นสื่อสำคัญของการสร้างสรรค์งานเรียนรู้ เอกสารที่ครู
จัดเก็บและแสดงเป็นงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือผลงานของเด็กมีความหมายมาก สำหรับครูและเด็ก ผลงานที่จัดแสดงจะบอกถึงผลงานครู ความก้าวหน้าของเด็กที่ผู้ปกครองควรทราบ และเป็นงานที่เด็กภาคภูมิใจ
12. หลักสูตรหรือประสบการณ์การเรียนรู้ต้องเกิดจากการตัดสินใจเลือกของเด็ก
จากการสนทนาอภิปรายระหว่างเด็กหรือระหว่างเด็กกับครู
13. โครงการเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและครู ซึ่งอาจมา
จากการอภิปรายหรือประสบการณ์ของเด็กก็ได้ โครงการจะเป็นจุดสร้างทางการศึกษาของเด็กในการที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้และการค้นพบ การใช้เวลาสั้นยาวมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ บางโครงการอาจใช้เวลา 2 – 3 วัน แต่บางโครงการอาจใช้เวลาเป็นเดือน
7. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป
ตอบ การจัดการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป เน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (activelearning)ผ่านมุมประสบการณ์ที่หลากหลายด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก โดยประยุกต์ใช้กับประสบการณ์และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีหลักในการปฏิบัติดังนี้
1. การวางแผน (plan) เป็นการสนทนาระหว่างเด็กกับครูเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจจะเรียนรู้ รวมถึงวิธีการดำเนินกิจกรรมของเด็ก ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เด็กปฏิบัติกิจกรรม ต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่ดี การวางแผนกิจกรรมอาจแสดงให้ผู้อื่นรับรู้ถึงขบวนการวางแผนจากภาพกิจกรรมหรือสัญลักษณ์ประจำตัวเด็ก
2. การปฏิบัติ(do) เป็นการทำกิจกรรมตามที่เด็กวางแผนไว้ โดยมีครูเป็นผู้ให้
ค าแนะนำช่วยเหลือด้านความคิดในจังหวะที่เหมาะสม การทำงานของเด็ก เด็กจะทำด้วยตัวของเขาเอง หรือร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระตามเวลาที่ครูกำหนด รวมทั้งการช่วยจัดเก็บของให้เรียบร้อยหลังจากการทำกิจกรรม
3. การทบทวน (review) เป็นช่วงกิจกรรมการสนทนา อภิปรายถึงผลงานที่เด็กทำและทบทวนว่าเด็กได้ทำตามสิ่งที่ตนเองวางแผนไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงการวางแผนอย่างไรด้วยเหตุผลใดกระบวนการวางแผน การปฏิบัติ
8. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบโครงการ
ตอบ 1. หัวข้อการเรียนเกิดมาจากความสนใจและประสบการณ์ของเด็ก ซึ่งครูพิจารณา
เห็นว่ามีคุณค่าต่อการเรียนรู้
2. ประสบการณ์การเรียนรู้ เด็กต้องได้ประสบการณ์ตรงลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่ มี
ปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม
3. ประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดให้เด็กต้องต่อเนื่อง และมีเวลาเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็น
กิจกรรมในชั้นเรียนหรือการศึกษานอกสถานที่
4. เนื้อหาของโครงการเกิดจากความเข้าใจของเด็ก เด็กได้คิด ได้เรียนรู้ตาม
กระบวนการอย่างมีขั้นตอน สามารถพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้จากความสนใจและข้อค้นพบของเด็ก
5. ต้องเป็นผู้ช่วยเหลือ ผู้ร่วมงาน และผู้กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
6. การดำเนินโครงการ ต้องจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเด็ก
7. บอกขั้นตอนการทำกิจกรรมให้เด็กรับรู้เพื่อประเมินความก้าวหน้า ซึ่งกิจกรรม
หลักในโครงการ ได้แก่ การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การทัศนศึกษา การสืบค้น และการนำเสนอผลงาน
การสอนแบบโครงการจะดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้นโครงการ ครูและเด็กจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับ
หัวข้อที่ต้องการศึกษา โดยคำนึงถึงความต้องการ ความสนใจและความเหมาะสมกับวัยของเด็ก
ระยะที่ 2 ระยะดำเนินโครงการ ระยะนี้ถือเป็นหัวใจของการสอนแบบ โครงการ
ทั้งนี้เพราะเด็กจะต้องเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจากวิธีการที่หลากหลาย เช่น การทัศนศึกษา การสนทนาพูดคุย การทดลอง การสืบค้นข้อมูล ในระยะนี้เด็กจะได้รับความรู้และประสบการณ์ใหม่ มีการทดสอบสมมติฐานปรับปรุงแก้ไขผลงานในโครงการให้เป็นผลสำเร็จ เด็กมักจะใช้เวลาทำโครงการในระยะนี้มากกว่าทุกระยะ
ระยะที่ 3 ระยะสรุปโครงการ เป็นการสรุป ทบทวน สิ่งที่เด็กเรียนมาด้วยการ
เสนอผลการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแสดงผลงาน การจัดนิทรรศการ การสาธิต เพื่อให้ครูผู้ปกครอง เพื่อน ๆ ได้ชมผลงาน และกิจกรรมที่จัดขึ้น เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมแล้วเด็กและครูจะร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้จากโครงการ
9. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ
ตอบ 1. ความสม่ำเสมอ การจัดการเรียนการสอนต้องมีแบบแผนที่แน่นอน จะทำให้เด็ก
เกิดความมั่นคงภายใน
2. การทำซ้ำ การทำซ้ำทำให้เด็กได้มีโอกาสซึมซับ ทำความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ อย่าง
ถ่องแท้ และเกิดความชำนาญ
3. ความเคารพและเห็นคุณค่า บรรยากาศในห้องเรียนและการปฏิบัติตัวของครู จะ
ทำให้เด็กเป็นผู้มีความสำนึกรู้คุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว
การจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามวิถีธรรมชาติ โดยครูจะพิจารณาจัดกิจกรรมให้
สอดคล้องกับจังหวะ กาลเวลา และความสนใจของเด็ก การจัดการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยตามแนวคิดของวอลดอร์ฟ จะไม่เน้นเนื้อหาเป็นรายวิชา ไม่ใช่สื่อการสอนที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะโทรทัศน์ การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนไม่เน้นการแข่งขันกัน ครูจะไม่ประเมินผลเด็กโดยการให้คะแนน ให้เด็กเรียนรู้ผ่านงานศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติรอบตัว
10. จงเลือกและอธิบายถึงแนวคิดการสอนที่คิดว่าดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กปฐมวัย พร้อมให้เหตุผลประกอบ
ตอบ การสอนภาษาแบบธรรมชาติ
ให้เด็กเรียนรู้จากการเล่น เป็นการสอนภาษาแบบบูรณาการ ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนไปพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อมหรือ สภาพการณ์
จริงจะช่วยให้ภาษานั้นง่ายต่อการเรียนรู้
เพราะการที่เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองจะทำให้เกิดการพัฒนาได้อย่างมีคุณค่า
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8
สภาพปัญหา และแนวโน้มการจัดการศึกษาปฐมวัย
1.จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน
ตอบ 1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน
2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมายรูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษาโดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อมสื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น ๆ
2.จงวิเคราะห์และสรุปถึงสภาพปัญหาของการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการจัดการศึกษา และการเลี้ยงดูเด็กทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องจากการให้บริการแก่เด็กปฐมวัย ในประเทศไทยในปัจจุบันยังขาดทิศทาง และความเป็น เอกภาพ ไม่มีนโยบายเด็กปฐมวัยที่ชัดเจนจากรัฐบาล รวมตลอดถึงไม่มีการกำหนดหลักการและมาตรฐานการดูแลเด็กระดับชาติเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
3.จงอธิบายถึงแนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยในเรื่องการให้บริการแก่เด็กอายุ 3 – 5 ปี
ตอบ 1. การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตควรมีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสไดรับบริการอย่างทั่วถึง
2. พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็ก การจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่มสาวในเรื่องการวางแผนครอบครัว
3. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของครูและพี่เลี้ยงเด็กที่มีความรู้ความเข้าใจและความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อฝึกฝนให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ
4. ส่งเส ริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และวิธีการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก
5. ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียนที่มีผู้ปกครองและสมาชิกชุมชนร่วมเป็นกรรมการด้วย
6. รัฐควรมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือแก่แม่ที่มีปัญหาพิเศษบางกลุ่ม
7. รัฐควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม โดยจัดหา องค์กรกลุ่มบุคคล หรือครอบครัวที่มีความพร้อมในการให้ความอนุเคราะห์
8. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากระบบสื่อสารให้มากขึ้น
9.พ่อแม่ควรจะได้เรียนรู้วิธีการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพรวมถึงการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุในการเลี้ยงดูเด็ก
4. จงอธิบายถึงแนวโน้มในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ รับผิดชอบประสานงานให้ความช่วยเหลือและแนะนำทางวิชาการด้านการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองโดยเฉพาะในรูปแบบของการศึกษานอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างกว้างขวางและทั่วถึง โดยผ่านทางสื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อพื้นบ้านต่าง ๆ
5.จงอธิบายถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย
ตอบ 1. มีการยอมรับความสำคัญของปฐมวัยในรูปของการกระทำมากยิ่งขึ้น จากความเชื่อเดิมที่ว่า เด็กบางคน “ยังเด็กเกินไปที่จะเรียน”
2. มีการยอมรับว่า การเตรียมความพร้อมที่ดีสำหรับเด็กในปฐมวัยมีส่วนช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น การจัดเตรียมความพร้อมของเด็กอย่างมีระบบในรูปของสถานศึกษาปฐมวัย จึงมีความจำเป็นเพื่อช่วยพ่อแม่อีกแรงหนึ่ง
3. พ่อแม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งในการเตรียมความพร้อมของเด็กที่มิใช่สถานที่สอนให้เด็กปฐมวัยต้องมาอ่าน เขียน หรือคำนวณ
4. โดยที่ลักษณะของครอบครัวไทย เริ่มเปลี่ยนจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีแต่พ่อแม่ลูก เมื่อพ่อและแม่ออกจากบ้านไปทำงานทั้งคู่ หากมีเด็กในวัยปฐมวัยก็จำเป็นต้องหาที่เลี้ยงดูเด็กให้บุตรของตน
5. ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การของรัฐและเอกชน หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐได้ให้ความสนใจงานพัฒนาเด็กปฐมวัยมากขึ้น
6. ผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัยได้กำหนดไว้เด่นชัดถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ บทบาทพ่อแม่ในครอบครัวและสมาชิก ชุมชน การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน และการใช้เทคโนโลยีการศึกษามีส่วนกระตุ้นให้องค์การของรัฐกำหนดเป็นนโยบายในการให้การศึกษาปฐมวัย
6. จงอธิบายถึงแนวโน้มของนโยบายของรัฐในการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทย
ตอบ 1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะต้องระบุแผนพัฒนาประชากรตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ให้ชัดเจน
2. จะไม่ขยายการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาภาคบังคับ เพราะต้องใช้งบประมาณ
สูงมาก และเนื่องจากประชาชนเห็นความสำคัญของการศึกษาในระดับนี้ จึงส่งบุตรหลานเข้ารับบริการเองด้วยความสมัครใจ
7. จงอธิบายถึงโครงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้ คำแนะนำ และความช่วยเหลือทางวิชาการจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กวัย 0 – 6 ปีอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ
8. จงอธิบายถึงโครงการความร่วมมือขององค์กรต่าง ๆ ในชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การให้องค์กรต่าง ๆ ในชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชนมี ส่วนช่วยเหลือและร่วมมือกันในการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งร่วมมือกันใน
การให้บริการและการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย จึงควรมีการผลักดันให้องค์กรของรัฐที่มีอยู่ในชุมชนได้แก่ โรงเรียนอนุบาล สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย สถานีอนามัย โรงพยาบาล สาธารณสุขจังหวัด พัฒนาชุมชน และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน และองค์กรเอกชนอื่น ๆ เช่น ชมรมแม่บ้าน ชมรมครูและผู้ปกครองของโรงเรียนและกลุ่มอาสาสมัครต่างๆมีส่วน ช่วยเหลือและร่วมมือในการให้บริการการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองให้มีความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
9. จงอธิบายถึงโครงการเครือข่ายพ่อแม่ ผู้ปกครองในการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย
ตอบ การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้ คำแนะนำ และความช่วยเหลือโดยการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นชมรม และเครือข่ายพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อร่วมมือกันในการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีรูปแบบตั้งแต่การรวมกลุ่มกันในโรงเรียนในบทบาทการเป็นคณะกรรมการโรงเรียนการรวมกลุ่มกันเป็น “ชมรมพ่อแม่ ผู้ปกครอง”
10. แนวโน้มของการศึกษาปฐมวัยของไทย ตามความคิดเห็นของนักศึกษา เป็นอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาควรเห็นความสำคัญของการศึกษาปฐมวัยเนื่องจากเพื่อเป็นการพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ เพราะในวัยนี้เป็นช่วงวัยที่สำคัญและมีการพัฒนาการมากที่สุดในช่วงชีวิต ไม่ควรที่จะละเลยความสำคัญของเด็กปฐมวัย
